พูดให้เป๊ะต้องรู้จักวิธีใช้ กาลเวลา
อย่าเพิ่งงงกับกับหัวข้อที่เกริ่นขึ้นมา ณ ที่นี้ “กาลเวลา” ที่กำลังจะพูดถึงนี้ คือ “Tenses” ซึ่งเป็นไวยากรณ์สำคัญที่ทำให้หลายคนที่หัดพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษสับสนได้มากพอสมควร เพราะ Tenses จะเป็นบ่งบอกว่า สิ่งที่พูดอยู่นั้น เป็นเรื่อง อดีต ปัจจุบันหรืออนาคต
ภาษาไทยกับประโยคเกี่ยวกับกาลเวลา
ภาษาไทย ของเราอาจไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนคำ แต่อาจจะมีคำเสริมเพื่อบ่งบอกว่า เป็นอดีต เช่นคำว่า “เมื่อวาน” หรือเป็นปัจจุบัน เช่น “เดี๋ยวนี้”, “ตอนนี้” หรือถ้าจะพูดถึงอนาคต ก็อาจจะใส่คำว่า “พรุ่งนี้” เป็นต้น
กาลเวลา (Tenses) แบ่งออกได้ 3 เวลา
- อดีต (Past tenses)
- ปัจจุบัน (Present tenses)
- อนาคต (Future tenses)
แต่ละ Tenses หลักๆ (Past, Present and Future tenses) ข้างต้นนั้น แต่ละ Tenses ยังสามารถแบ่งออกได้ 4 อย่างย่อยๆ ดังนี้
- Simple (เรียบง่าย)
- Continuous (ต่อเนื่อง)
- Perfect (สมบูรณ์)
- Perfect Continuous (สมบูรณ์ + ต่อเนื่อง)
ดังนั้น ถ้าจะสรุปในเรื่องของ Tenses ก็พอสรุปหลักๆ มี 3 ประเภท และแต่ละ Tenses หลักๆ ก็ยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกมาได้ 4 อย่าง ดังนั้น ถ้าเอาตัวเลชมาคูณกัน 3 x 4)ก็จะได้คำตอบทั้งหมด 12 Tenses
มาถึงตอนนี้ ก็อย่าเพิ่งงงกันนะครับ แค่ขอให้เข้าใจว่า Tenses สามารถแบ่งออกได้เป็นทั้งหมด 12 Tenses และแต่ละอย่างมีอะไรบ้าง เพียงเท่านี้ ก็ถือว่า ดีมากแล้ว ต่อมา เราก็ค่อยมาทำความเข้าใจจากตัวอย่าง แต่ละ Tenses ว่า มีรูปประโยคอย่างไรบ้าง
- Present Simple Tenses
ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน
I live in Tokyo. - Present Continuous Tenses
ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และยังคงต่อเนื่องอยู่
I’m studying in Japan - Present Perfect Tenses
ใช้กับเหตุการร์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
I have been leaved in Thailand - Present Perfect Continuous Tenses
ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังคงเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน หรือ ณ ตอนนี้
I have been watching TV since this morning.